รายละเอียดข้อมูลการตีพิมพ์เผยแพร่

ข้อมูลเชิงลึกของบทความวิจัยและผู้แต่ง

ข้อมูลบทความ

ชื่อบทความ การศึกษาวัฒนธรรมดนตรีขบวนแห่มุสลิมในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ประเภทการตีพิมพ์ วารสารวิชาการระดับนานาชาติ
ชื่องานประชุมวิชาการ/วารสาร MAHIDOL MUSIC Journal
ผู้แต่ง
สกลพัฒน์ โคตรตันติ ผู้แต่งหลัก
วันที่ตีพิมพ์/นำเสนอ 20 พ.ค. 2569
ปีที่ 9
ฉบับที่ 1
หมายเลขหน้า 110-128
อยู่ในฐานข้อมูล Scopus
บทคัดย่อ (Abstract)
ที่มาและวัตถุประสงค์:วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีรากฐานจากการหลอมรวมความเชื่อดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ พุทธ และอิสลาม ซึ่งส่งผลให้ขนบธรรมเนียมประเพณีในพื้นที่มีความเฉพาะตัวแตกต่างจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะในด้านศาสนา ภาษา การดํารงชีวิต และพิธีกรรมต่าง ๆ การจัดขบวนแห่ถือเป็นองค์ประกอบสําคัญในประเพณีท้องถิ่นที่แสดงออกถึงความเคารพ ความศรัทธา และความจงรักภักดีต่อบุคคลสําคัญ และเป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะการแสดง ดนตรี เครื่องแต่งกาย และศิลปะพื้นถิ่นดนตรีประกอบขบวนแห่มีบทบาทสําคัญในการสร้างบรรยากาศและเสริมความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พิธีกรรม โดยเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมดนตรีมุสลิมในท้องถิ่นซึ่งควรได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างคนในและคนนอกวัฒนธรรม และเป็นแนวทางในการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนชายแดนภาคใต้ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และศึกษาวงดนตรีขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้วิธีการศึกษา:การวิจัยเรื่องวัฒนธรรมดนตรีในขบวนแห่มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แนวทางมานุษยดุริยางควิทยาเพื่อสืบสานและฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยเก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และดนตรีจํานวน 8 คน ตลอดจนศิลปินท้องถิ่นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จํานวน 15 คน ที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับในชุมชนอย่างกว้างขวางในการจัดขบวนแห่ในท้องถิ่น ผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม รวมถึงการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง การรวบรวมข้อมูลมุ่งเน้นประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ องค์ประกอบขบวนแห่ ลักษณะดนตรีและบทบาทของนักดนตรีในท้องถิ่น ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีพรรณนาเชิงวิเคราะห์ตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบขบวนแห่ ลักษณะดนตรี และอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อนําเสนอผลในเชิงวิชาการอย่างเป็นระบบผลการศึกษา:ผลการวิจัยพบว่า ขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพื้นฐานความเชื่อและค่านิยมจากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานระหว่างศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ประกอบด้วยขบวนทั้งหมด 6 ขบวน ได้แก่*Corresponding author, email:sakolput.ko@skru.ac.thhttps://doi.org/10.65824/mmj.v9.281296
111VOL. 9NO. 1JANUARY -JUNE2026ขบวนดนตรี ขบวนขุนนาง ขบวนบุหงาซีเระขบวนผู้ดูแลนก ขบวนคานหามนก และขบวนพลหอกพลกริช แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายพื้นเมืองภาคใต้ตอนล่างเฉพาะดนตรีในขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบด้วยปี่ซูนา ฆง และกึนดัง ในลักษณะของวงปี่ฆ้องกลอง ทําหน้าที่ประโคมให้ขบวนแห่มีความสนุกสนาน เข้มขลัง และศักดิ์สิทธิ์ และทําหน้าที่ประกอบการแสดงสิละ เครื่องดนตรีมีระดับเสียงและมีท่วงทํานองที่สง่างาม สนุกสนาน เข้มขลังและมีจังหวะที่รุกเร้า พบเพลงที่ใช้ในขบวนแห่ทั้งหมด 3 เพลง เฉพาะในจังหวัดนราธิวาส พบว่ามีการใช้เพลงชื่อ “รายอกาแล”ประกอบการแห่ ส่วนในจังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานี มีการใช้เพลงประกอบขบวนแห่ที่มีลักษณะการดําเนินทํานองแบบด้นตามจังหวะของฆ้องและกลองและไม่ปรากฏชื่อเพลง ด้านพิธีกรรมมีขนบการไหว้ครูก่อนการบรรเลง การสืบทอดภายในครอบครัวและมีการจัดพิธีไหว้ครูประจําปีบทสรุป:ขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนา ได้แก่ พราหมณ์ พุทธ และอิสลาม จากผลการวิจัยและการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์พบว่าขบวนแห่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์ประกอบหลัก6 ขบวน ได้แก่ ขบวนดนตรี ขบวนขุนนาง ขบวนบุหงาซีเระขบวนผู้ดูแลนก ขบวนคานหามนก และขบวนพลหอกพลกริช ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมขบวนมักแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองภาคใต้ตอนล่าง ในด้านดนตรี ขบวนแห่ดังกล่าวใช้วงปี่ฆ้องกลองซึ่งประกอบด้วยปี่ซูนา ฆง และกึนดัง โดยทําหน้าที่สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน เข้มขลัง และศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงประกอบการแสดงศิลปะการต่อสู้แบบมลายู เพลงที่ใช้ในขบวนแห่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละพื้นที่ เช่น เพลงรายอกาแลในจังหวัดนราธิวาส ส่วนในจังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานีใช้ทํานองแบบด้นตามจังหวะฆ้องและกลองโดยไม่ปรากฏชื่อเพลง นอกจากนี้ยังพบขนบธรรมเนียมในการไหว้ครูก่อนการบรรเลง และการถ่ายทอดทักษะทางดนตรีผ่านสายเลือดภายในครอบครัวด้วย
© 2026 ระบบฐานข้อมูลวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา